วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Cost down ลดต้นทุน


Cost Down

การลดต้นทุน

บริษัท อิมเมจ คอนซัลแทนท์ แอนด์ เซอร์วิล จำกัด ผู้จัดพิมพ์

จำนวน 304 หน้า

ความสำเร็จของธุรกิจในปัจจุบันอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่าง รวดเร็วและยกาต่อการคาดการณ์ล่วงหน้า องค์กรจะยังคงอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อสามารถทำกำไรได้มากกว่าทรัพยากรที่ได้ลงทุนไป และก็คงไม่มีองค์กรใดอยู่รอดได้ หากไม่สามารถขายผลิตภัณฑ์ หรือบริการของตนได้ และหากองค์กรใดที่มีต้นทุนการผลิต หรือบริการสูงกว่าคู่แข่ง นั้นก็จะเป็นสัญญาณบอกว่า องค์กรนั้นจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันมีองค์ประกอบมากมายหลายอย่างที่เป็นผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ซึ่งมันอาจนำไปสู่ประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง , ประสิทธิภาพการบริการที่ลดลง และค่าใช้จ่ายในการขายที่สูงขึ้น หรืออื่น ๆ อีกมากมาย แล้วเราต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถทำกำไรได้มากที่สุดจากต้นทุนที่จ่ายไป โดยไม่กระทบต่อคุณภาพของสินค้า และบริการ ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนที่มากขึ้นอย่างมีคุณภาพนั้นเอง ภายใต้การบริหารต้นทุนการผลิตให้ลดต่ำลงนั้นเอง ในหนังสือเล่มนี้ยังบอกถึงแนวทางในการ เพิ่มผลกำไรให้กับตนเองไว้ด้วยกัน 3 วิธี คือ

1.รักษาระดับต้นทุนการผลิตไว้ในระดับที่แน่นอน และสร้างผลกำไร ด้วยวิธีการเพิ่มราคา

2. เพิ่มราคาขึ้นไปให้เท่ากับราคาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

3. ลดต้นทุนการผลิตลงเพื่อรักษาระดับราคาขาย

แต่ดูเหมือนว่า 2 วิธีแรกจะได้รับความนิยมสำหรับองค์กรธุรกิจรุ่นเก่า ซึ่งสำหรับองค์กรธุรกิจรุ่นใหม่แล้ว จะเลือกใช้วิธีที่ 3 คือพยายามลดต้นทุนการผลิตลง และรักษาระดับราคาขายไว้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ต่อไป

การลดต้นทุนคือการเพิ่มผลกำไร โดยไม่กระทบถึงผู้บริโภคภายนอก และเป็นกระบวนการที่ใช้จัดการกันเองภายในองค์ร โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรในองค์กรทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันทำให้กิจกรรมนี้ประสบผลสำเร็จ

“การลดต้นทุนไม่ใช่การลดวัสดุ อุปกรณ์ กำลังการผลิต หรือบุคคลากร แต่เป็นการใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด ซึ้งเราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของการเพิ่มกำไร ที่ไม่ใช่จากการเพิ่มราคาเพียงอย่างเดียว และหนังสือเล่มนี้ยังได้ทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของการลดต้นทุน หลักทั่วไปเขาคิดกันอย่างไงแล้วเราทำได้อย่างแท้จริงหรือป่าว ดังคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ต้องนี้เลย ทำไมกิจกรรมการลดต้นทุนในองค์กรถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร? ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้อย่างน่าคิด หัวใจสำคัญในการดำเนินกิจกรรมลดต้นทุน คือ ผู้บริหารต้องหมั่นส่งเสริมกิจกรรมการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการลดต้นทุนใสห้กับพนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงนสร้างการลดต้นทุนต่าง ๆ อย่างละเอียด พร้อมกับต้องมีการพัฒนาการตั้งเป้าหมายและประเมินผลกิจกรรมอยู่เสมอ ทั้งนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารด้วยว่าจะจริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน?ผู้บริหารไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่กำหนดนโยบายลดต้นทุนหรือจัดทืมกิจกรรมนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้ามาดูแลกิจกรรมอย่างใกล้ชิด เพราะนั้นจะเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานทุกคนปฏิบัติตามอย่างไม่ยากนัก”

อีกอย่างที่สำคัญเราต้องหมั่นเสาะแสวงหาปัญหาต่าง ๆ ภายในองค์กรอยู่ตลอดเวลา แต่ขอโทษทีหนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราต้องจับผิดใคร แต่เขาได้บอกเราว่าปัญหาทุกอย่างในองค์กรล้วนเป็นตัวการที่ทำให้ต้นทุน เพิ่มโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น การเสียหายบ่อย ๆ ของเครื่องจักร กระบวนการสื่อสารภายในองค์กรมีปัญหา, การผลิตสินค้าที่มากเกินความต้องการ เป็นต้น ซึ่งหากเราทราบปัญหาแล้วรีบแก้ไข ผลที่ออกมาก็คือต้นทุนการผลิตลดลง

หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการลดต้นทุนไว้ให้ได้ทำความเข้าใจ พร้อมกับมีตัวอย่างการคิดและหาวิธีการในการทำกิจกรรมไว้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและเกิดความเข้าใจในเรื่องที่นำเสนอ และต้องบอกว่าสำคัญมาก คุณรู้หรือไม่ว่าจะหาหัวข้อการลดต้นทุนได้อย่างไร? และจุดสำคัญของการลดต้นทุนอยู่ที่ไหน ความสิ้นเปลืองมีอะไรบ้าง และเราจะเริ่มต้นการลดต้นทุนอย่างไร ? สิ่งเหล่านี้ได้บอกไว้อย่างละเอียดในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งหากเรารู้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว การลดต้นทุนก็ไม่ใช่เรื่องยาก

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ ก็คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ด้วยตัวเราเพียงคนเดียว เพราะในการทำอะไรสักอย่างเราต้องการความร่วมมือจากผู้อื่น และต้องทำอย่างต่อเนื่อง มีการติดตามประเมินและปรับปรุงอยู่เสมอ คุณจึงจะเดินไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ สำหรับฉันแล้วได้เริ่มนำกิจกรรมลดต้นทุนเข้ามาใช้ในฝ่ายงานที่รับผิดชอบ แม้จะเป็นเพียงฝ่ายเล็ก ๆ ในองค์กร แต่การเริ่มที่ตัวเราเองก่อนย่อมดีกว่าแน่นอน สิ่งที่อยู่ในหนังสือใช่ว่าจะถูกต้องเหมาะสมกับเราทั้งหมดก็ไม่ แต่อยู่ที่เราจะนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับเราได้หรือไม่นั้นท้าทายกว่า และสิ่งสำคัญต้องทำมันอย่างจริงจัง ตอนนี้ฉันเริ่มจากกิจกรรมแยกขยะสร้างรายได้ สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลต้นไม้ที่อยู่รอบนอกอาคารที่ฉันต้องดูแล ก็อย่างที่บอกแม้มันจะน้อยนิดแต่มันก็ทำให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้จำนวนหนึ่งนี้เป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมที่ทำได้จริงในตอนนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฉันยังต้องเรียนรู้และทดลองทำไปพร้อม ๆ กับหนังสือเล่มนี้..........

Krisana Wilawan

Packing unit Yasothorn


วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Permaculture Principles & Pathways Beyond Sustainability

โดย David Holmgren
286 หน้า Holmgren Design Services

Michael Commons
ผู้ประสานงานห่วงโซ่ข้าว


แม้ว่า David Holgren จะเป็นที่รู้จักกันน้อย เขาก็เป็นหนึ่งในสองคนที่ก่อตั้งแนวคิดเพอร์มาคัลเซอร์ร่วมกับ Bill Mollison ทั้งสองได้ร่วมกันเขียนหนังสือ Permaculture One ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับเพอร์มาคัลเซอร์ ทั้งๆ ที่เขาปฏิบัติเพอร์มาคัลเซอร์มาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่เขาก็ได้เขียนบทความและปรากฏตัวต่อสาธารณะน้อยกว่า Mollison อย่างไรก็ตามหนังเล่มนี้ก็ได้รับความชื่นชมค่อนข้างมาก

ผมได้รู้จักหนังสือเล่มนี้จากการเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการออกแบบเพอร์มาคัลเซอร์ในปีที่แล้ว ซึ่งผู้อบรม Darren Doherty ใช้เนื้อหาจากหนังสือในการอบรมและได้แนะนำให้หามาอ่าน และผมก็ได้อ่านมัน

Permaculture Principles & Pathways Beyond Sustainability แตกต่างจากหนังสือ Permaculture One และหนังสือเพอร์มาคัลเซอร์เล่มอื่นที่นิยมอ่าน ที่ได้ตีพิมพ์โดย Bill Mollison และคนอื่นๆ หนังสือเล่มนี้มีตัวอย่างการใช้เพอร์มาคัลเซอร์ในระดับฟาร์มค่อนข้างน้อย เพราะว่ามันมองเพอร์มาคัลเซอร์กว้างกว่า จึงเห็นว่าแนวคิดนี้ใช้ในสังคม องค์กร เศรษฐกิจ และอื่น ๆ โดยจะเน้นไปที่หลักการสำคัญของเพอร์มาคัลเซอร์ ว่าหลักการเหล่านี้ใช้ได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย และเราสามารถนำหลักการเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและงานออกแบบของเรา ถ้าเรามองเพอร์มาคัลเซอร์เป็นหนทางหนึ่งในการออกแบบและความเข้าใจระบบต่าง ๆ หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราคิดในมุมมองของเพอร์มาคัลเซอร์

หนังสือเล่มนี้จะมีหลักการออกแบบเพอร์มาคัลเซอร์ทั้ง 12 หลักการโดยแยกเป็นแต่ละบทดังนี้ 1.สังเกตและสัมพันธ์ 2.เกี่ยวและเก็บพลังงาน 3.รับผลผลิต 4.ใช้การควบคุมตัวเองและยอมรับผลสะท้อนกลับ 5.ใช้และเห็นคุณค่าของทรัพยากรหมุนเวียนและบริการทางระบบนิเวศ 6.ไม่ผลิตของเสีย 7.ออกแบบจากลูกสงค์สู่รายละเอียด 8.ผสมผสานแทนที่การแยก 9.ใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เล็กและช้า 10. ใช้และเห็นคุณค่าของความหลากหลาย 11.ใช้และเห็นคุณค่าของขอบเขต 12.ใช้และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่สร้างสรรค์ ในแต่ละบททำให้เราเข้าใจถึงหลักการและนำไปใช้ในสถานการต่างๆ กัน เช่นหลักการข้อ 11 ใช้และมองเห็นคุณค่าของขอบเขต ตอนแรกผู้เขียนพูดถึงขอบเขตธรรมชาติเช่นพื้นที่ชายทะเล พื้นที่เปลี่ยนผ่านระบบนิเวศและหน้าดิน (ซึ่งเป็นขอบเขตระหว่างดินกับอากาศ) ทั้งหมดนี้จะมีทรัพยากรที่หลากหลายกว่า และมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าพื้นที่ห่างจากขอบเขต นอกจากนี้ยังนำหลักการนี้มองกว้างออกไปในสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่นพื้นที่ขอบเขตในเมืองใหญ่บ่อยครั้งเป็นศูนย์กลางความสร้างสรรค์และการพัฒนา เป็นพื้นที่ที่ไม่แพงสามารถนำเอาความคิดใหม่ ๆ ลงไปทดลองใช้ได้ เมืองไหนที่ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้วจะสูญเสียขอบเขตความสร้างสรรค์นี้ ในหลักการบทที่ 7 ออกแบบจาก patterns ไปสู่ details ผู้เขียนพูดถึงแนวคิดการขยายขนาดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการทำสวน สมมุติว่าคนคนหนึ่งเริ่มทำสวนครัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เศษของเหลือใช้มาทำปุ๋ยหมักและใช้แรงงานของตัวเอง อีกไม่นานเขาอาจจะมีผลผลิตพอกินสำหรับในบ้านและมีส่วนเหลือที่สามารถนำไปขายได้ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้ชาวสวนเพิ่มการผลิตโดยการขยายพื้นที่และกลายเป็นเกษตรกรรายย่อยเต็มเวลา การปรับเปลี่ยนนี้เขาจะต้องลงทุนและเปลี่ยนวิธีการผลิต หลังจากผ่านอุปสรรค์ที่ท้าทายบางอย่างแล้วเขาก็จะพบกับการผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สูงขี้นไปอีก แต่ถ้าในอนาคตเขาอยากจะขยายอีกจะต้องปรับตัวอีกครั้งโดยน่าจะจำเป็นจะต้องใช้แรงงานจ้างและเครื่องทุ่นแรงในฟาร์ม ตัวอย่างนี้จะแสดงให้เห็นภาพที่ระบบต้องเหมาะสมกับขนาดซึ่งจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การปรับขนาดส่วนใหญ่ก็ต้องปรับระบบด้วยเพื่อความเหมาะสม บางขนาดอาจเป็นเกิดอุปสรรคมากและไม่เหมาะกับระบบใดเลย

หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมถึงหลักการทั้ง 12 หลักการโดยแต่ละหลักการมีภาพและตัวอย่างประกอบ อีกเรื่องหนึ่งที่จะมีการพูดถึงตลอดเล่มนี้คือความจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ที่มีพลังงานน้อย ตามแนวคิด peak oil ซึ่ง 300 ปีที่แล้วโลกก็อยู่ในสถานการณ์พลังงานน้อยมีการใช้พลังงานยั่งยืนเกือบทั้งหมด ต่อมามีการค้นพบเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ การปฏิวัติอุตสาหกรรมและการปฏิวัติอื่น ๆ การปฏิวัติเหล่านี้และสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์เกือบทั้งหมดในปัจจุบันอาศัยพลังงานเหมืองแร่ที่สะสมในหลายล้านปี ปัจจุบันอุปทานของพลังงานเหมืองแร่นี้กำลังลดลงขณะที่จำนวนประชากรของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ชัดเจนว่ามนุษย์จะต้องอาศัยอยู่ด้วยพลังงานฟอสซิลต่อคนที่น้อยลงเรื่อย ๆ ดังนั้นทั้งโลกจำเป็นจะต้องกลับมาสู่การพึ่งตัวเองโดยอาศัยพลังงานที่ยั่งยืนเป็นหลัก การปรับตัวสู่เศรษฐกิจที่ใช้พลังงานน้อยก็เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ แม้ว่าผู้เขียนแสดงภาพให้เห็นว่าหลักการออกแบบเพอร์มาคัลเซอร์สามารถเป็นเครื่องมือที่ดีในการปรับตัวถ้าเราเริ่มปรับตัวเร็วขณะที่ยังมีพลังงานฟอสซิลอยู่บ้าง เราสามารถใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อพัฒนาอุปทานของพลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาว และอาจเข้าถึงที่หมายได้อย่างนิ่มนวล

หนังสือเล่มนี้ให้ความกระจ่างค่อนข้างมาก แต่อาจจะยากสำหรับคนที่ไม่รู้จักแนวคิดนี้เลย ถ้าท่านจะหาหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับเพอร์มาคัลเซอร์มาอ่าน ผมขอแนะนำเล่มอื่นเช่น Permaculture One สำหรับคนที่ได้รู้จักเพอร์มาคัลเซอร์มาบ้างแล้วและต้องการเนื้อหาที่ลึกกว่า และต้องการเห็นการนำหลักการออกแบบเพอร์มาคัลเซอร์ไปใช้เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าในแนวทางชีวิตต่าง ๆ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เดินสู่อิสรภาพ


ผู้เขียน อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์
จำนวน 504 หน้า

อำนาจ หวานล้ำ
แม่ทา จ.เชียงใหม่
สุวนศาสตร์ ก้อนบัว
ศูนย์เกษตรอินทรีย์ จ.ยโสธร

เนื้อหาหนังสือเป็นการบอกกล่าวถึงการเดินทางด้วยเท้าและเรื่องราวระหว่างทางที่ได้พบเจอตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากเชียงใหม่ จนถึงเกาะสมุย ซึ่งเป็นบ้านเกิด บนเส้นทางที่ได้ก้าวเดินได้สอดแทรกความคิดในเชิงปรัชญาชีวิต มิตรภาพที่ได้พบเจอ โดยมีวัตถุประสงค์ของการเดินทางด้วยเท้าคือ ต้องการให้การเดินทางเป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อเก็บรายละเอียดระหว่างทางให้มากที่สุด ในขณะที่การเดินทางด้วยความเร็วของยานพาหนะไม่สามารถทำได้ ภายใต้เงื่อนไขของการเดินทางคือ
1) ไม่ถือเงินติดตัว เพราะการมีเงินทำให้ค่าและอำนาจของเงิน บดบัง ปกปิดคุณค่าและอำนาจของมนุษยธรรม ที่มีอยู่ในตัวเองและเพื่อนมนุษย์ที่ผ่านพบ
2) ไม่เดินไปหาคนรู้จัก ทั้งนี้ก็เพราะการรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างมิตรภาพใหม่
3) การไม่มีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ไม่ว่าจะเดินทางถึงที่ไหนเมือไหร่ เนื่องจากต้องการเข้าไปสู่ความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี่แหละคือบทเรียนอันประเสริฐที่ปรารถนาจะเรียนรู้
4) ไม่เรียกร้องโอดครวญให้เพื่อนมนุษย์เห็นใจสงสาร เพราะการทำเช่นนั้น อาจจะเป็นการบีบคั้นให้เพื่อนมนุษย์ต้องให้ความช่วยเหลือ โดยที่เขาอาจจะไม่มีความสุขกับการช่วยเหลือ
5) ไม่ทำในสิ่งที่ พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดจากอำนาจของความโลภ ความโกรธ และความหลงที่มีอยู่ภายในจิตของตนเอง
------------------------------
.......
"ผมจะเดินกลับบ้าน"
นี่คือคำตอบในวันปิดห้องเรียน และประกาศยุติบทบาทหน้าที่ของครูสอนปรัชญาของชายผมหงอกขาว ผิวเข้ม วัยครึ่งร้อย ด้วยแววตาอัน "แน่วแน่และมั่นคง" เมื่อลูกศิษย์ถามว่า "อาจารย์จะทำอะไรต่อไปหลังจากลาออกจากราชการ?" คำตอบของอาจารย์ทำให้เกิดความวิตกสงสัยขึ้นในใจของพวกเรา ทำไมถึงละทิ้งความมั่นคงก้าวหน้าและฐานะของความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปเผชิญกับความยากลำบากและความไม่แน่นอน นี่คือผู้ชายที่พวกเราเรียกวเขาว่า "อาจารย์ประมวล"....
“บุญญฤทธิ์”
ความประทับใจ ในขณะที่กำลังเดินอยู่ในถนนเพชรเกษม จากประจอบคีรีขันธ์สู่ทับสะแกนั้นผมได้พบสองสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ้งเป็นคนเก็บขวดน้ำเก่าขาย
“จะไปไหน” ผู้ชายส่งเสียงถามด้วยรอยยิ้ม
“ไปสุราษฎธานี” ผมตอบขณะที่เดินเข้าไปไกล้เขา
บทสนทนาระหว่างหญิงชายคู่นั้นกับชายพเนจรเริ่มต้นอย่างไงๆ ไปไหน? มาจากไหน? ทำไมจึงเดิน? เหนื่อยไหม? กินอย่างไร? นอนที่ไหน? ฯลฯ เป็นคำถามที่ง่ายๆและตรงไปตรงมาตามด้วยคำถาม “กินข้าวเที่ยงหรือยัง”? “กินตอนเช้าแล้ว วันหนึ่งได้กินมื้อเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องกินมากแค่พอมีชีวิตอยู่ได้” “ถ้าลงไม่รังเกียจ ก็ไปกินข้าวเราจะเลี้ยง” ผู้ชายพูดขึ้นแล้วแล้วเชิญชวนให้ผมขึ้นรถซาเล้งขอว่เขา “พ่อ...เพราะวันนี้เป็นวันพระที่เราถือศีลกินเจ เราจึงมีบุญได้พบลุงและได้ให้อาหารลุงแก่” เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วผมจึงขอทีอยู่เพื่อจะได้ส่งจดหมายหรืออะไรให้เขาได้แต่พอรับสมุดที่ส่งให้เขาจดปรากฏว่ามีแต่ชื่อแต่ไม่มีที่อยู่ “ผมขอที่อยู่ด้วยได้ไหมจะได้ติดต่อทางไปรษณีย์” สองสามีภรรยารับสมุดไปแล้วปรึกษากันว่าจะเขียนที่อยู่อย่างไรเพราะที่บ้านของเขาไม่มีเลขที่บ้าน
ผมรับสมุดคืนมา แล้วมองดูที่อยู่ทางไปรษณีย์ที่สองสามีภรรยาเขียนให้ ขณะที่เห็นที่อยู่ 2 ที่ ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ทำไมตำแหน่งแห่งหนของบุคคลผู้งดงามเช่นนี้จึงไร้ที่ไร้ทางให้ติดต่อ โลกใบนี้ สังคมนี้ ช่างไม่ ช่างไม่มีที่ไม่มีทางให้บุคคลผู้งดงามเช่นนี้เลยเชียวหรือ.....?
……………………………………

(คำกล่าวนำ "จากใจลูกศิษย์")
.......
ผมกำลังเดินไปเพื่อเรียนรู้จากบุคคลที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ทุกๆ ภูมิภาคของสังคมไทย ก่อนที่จะเดินกลับถึงบ้านเกิดที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี
ทุกๆ ท่านที่ผมได้พบและสนทนาด้วย คือ "ครู" ของผม
เมื่อผมเดินทางถึงเป้าหมายแล้ว ผมจะใช้ความรู้ที่ได้เรียนรู้จากครูของผมให้เกิดประโยชน์สุขแด่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ตลอดช่วงชีวิตที่ยังเหลืออยู่ของผม

(หน้า 61 ตอนฝึกหัดเดิน)
.......
สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา เมื่อเดินไปถึงบริเวณลานบ้าน ที่บ้านเงียบสงบ ไม่มีใครอยู่บ้านเลย พ่อ-แม่ เสียชีวิตไปแล้ว พ่อเสียชีวิตไปก่อนหลายปี แม่เพิ่งเสียชีวิตได้ปีเศษๆ
ผมก้าวไปยังจุดที่ซึ่งอดีตเคยเป็นส่วนที่ตั้งบันไดขึ้นบ้าน แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนบันไดไปอยู่ด้านอื่น
ทรุดกายลงนั่งคุกเข่า ณ จุดที่เคยเป็นบันไดขึ้นบ้าน เสียงหอกระจายข่าวของหมู่บ้านบอกเวลา 7 นาฬิกา
ปลดกระเป๋าสะพายหลังออกมาวางข้างตัว ล้วงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าสีกลัก ซึ่งใช้ห่อดินอันเป็นวัตถุมงคล ที่พกติดตัวตลอดมาชั่วระยะเวลาถึง 30 กว่าปี ออกมาจากกระเป๋า
คลี่ผ้าเช็ดหน้าออก เททรายทั้งหมดที่มีอยู่ลงบนฝ่ามือขวา กำขึ้นมาแนบอก ยกมือซ้ายทาบลงบนหลังมือขวา ใช้แรงที่มีอยู่กดผ่านฝ่ามือลงไป ตั้งจิตระลึกถึงเรื่องราวในอดีต
ณ จุดนี้เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ได้หยิบเอาดินทรายหยิบมือหนึ่งติดตัวไป ด้วยจิตกำหนดหมายให้เป็นความรู้สึกว่า ดินนี้คือ พ่อ-แม่-บรรพบุรุษ และทุกๆ สิ่งที่ให้กำเนิดเกิดชีวิตขึ้น จะนำดินนี้ติดตัวไปทั่วทุกหนทุกแห่งที่เดินทางไป เดินทางไปเพื่อศึกษาเรียนรู้ เดินทางไปเพื่อแสวงหาความสำเร็จแห่งชีวิต หากมีอันต้องจบชีวิตลงในช่วงระหว่างการเดินทาง ก็จะถือว่าได้จบชีวิตลง เพื่อคืนกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับดินที่เป็นพ่อ-แม่-บรรพบุรุษ แต่หากว่าได้เดินทางท่องเที่ยวไปจนประสบความสำเร็จ ก็จะนำดินนี้คืนสู่ที่เดิม
บัดนี้ ได้เดินทางท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ได้เรียนรู้ ได้ประสบกับสิ่งต่างๆ จนรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว สำเร็จแล้ว กับการมีชีวิตอยู่เพื่อการเรียนรู้ จึงขอคืนดินนี้สู่ที่เดิม
ช่วงขณะแห่งการระลึกได้เช่นนี้ ปรากฏเหมือนมีอะไรมารวมอัดแน่นอยู่ภายใน ร่างกาย เนื้อตัวสั่นสะท้าน ความปิติแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย น้ำตาไหลพรากลงมาอาบแก้ม
(หน้า 493-494 ตอนถึงบ้าน)
------------------------------

อำนาจ : สิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้แน่นอนคือ ปรัชญาชีวิต ที่สอดแทรกอยู่ในทุกบททุกตอนของเนื้อหา ให้กำลังใจในยามท้อแท้ได้เป็นอย่างดี ประทับใจและอยากแนะนำให้ได้ลองอ่านกัน

สุวนศาสตร์ : สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องราวการออกเดินเท้าทางไกลเพื่อคนหาสิ่งล้ำค่าที่ถูกกลืนหายไปกลับกระแสสังคมในปัจจุบัน ระหว่างอ่านเกิดความรู้สึกสนุกเพลิดเพลิน ตื่นเต้น ลุ้นระทึก เศร้าใจจากการที่ถูกผู้อื่นปฏิเสธ และสุขใจเมื่อพบสัมพันธภาพที่สวยงามในสังคม เหน็ดเหนื่อยเสมือนร่วมเดินไปกับผู้เขียน การไม่มีเงินตราติดตัวไปเลยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตได้โดยไม่น่าเชื่อ เหมือนกับการที่เราหลุดออกมาอีกโลกๆ หนึ่ง เพราะชีวิตของคนเราในปัจจุบัน ไปถูกทำให้ติดผูกพันอยู่กับเงินสูงมาก ถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่มีเงินมันเหมือนชีวิตนี้ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นการที่อาจารย์เดินออกไปแล้วไม่มีเงินมันเป็นสิ่งท้าทายมาก พร้อมกันนี้ในเรื่องของเวลา เมื่อเราอยู่ในชีวิตปกติเรามีเรื่องเวลาเข้ามากำกับคุณค่าและความหมายตลอด แต่เมื่ออาจารย์ก้าวเดินไปแล้วและอธิษฐานขอตั้งมั่นเอาจิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบันธรรม ไม่ตกไปที่อดีตหรือไม่กระสับกระส่ายกลายเป็นการปรุงแต่งเป็นไปเพื่ออนาคต ทีละก้าวๆๆ ทำให้ประจักษ์แจ้งว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราที่มันมีปัญหามากมายสารพัด ส่วนหนึ่งเพราะเราตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการปรุงแต่งเรื่องเวลา มันทำให้สิ่งที่เป็นปัจจุบันสูญเสียคุณค่าไป ดั้งพระพุทธวจนะที่ว่า จะมีชีวิตอยู่สักร้อยปี แต่จิตใจไม่สงบนิ่ง ไม่เย็นเป็นสุข สู้มีชีวิตอยู่นาทีเดียวแต่จิตสงบนิ่งเป็นสุขไม่ได้

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Climate Justice



เมื่อ 3 - 5 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา มีกิจกรรมเกี่ยวกับโลกร้อนของภาคประชาสังคมไทย ร่วม กับเครือข่ายประชาสังคม จากผู้คน

ทั่วโลก เพื่อแสดงความจำนงค์ "โลกเย็นที่เป็นธรรม" มาดูบรรยากาศ วันเดินรณรงค์จากท่าพระอาทิตย์ ไปยัง สำนักงาน UN กัน








วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

เวลาสั้นๆ แต่รักฉันยาว

สวัสดีครับพี่ๆ ทุกคน

นี่ก็เป็นบทความแรกบนบล๊อกนี้ของผมนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับ เผื่อมีพี่ๆบางคนยังไม่รู้จัก หรือบางคนลืมผมไปแล้ว ผมชื่อแจ้นะครับ ตอนนี้พึ่งเรียนจบปริญญาตรีจากคณะการบริหารจัดการการเกษตร จากประเทศเนเธอร์แลนด์ครับ

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมทำงานวิจัยกับกรีนเน็ตในหัวข้อเรื่องการพัฒนาตัวชี้วัดความมั่นคงด้านอาหาร ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผมได้ทำงานที่กรีนเน็ต ส่วนใหญ่ก็จะนั่งทำงานที่ออฟฟิส และก็มีออกไปหาข้อมูลข้างนอกบ้าง (ไปทำงานน่ะครับ) แค่เวลาไม่กี่เดือนมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ผมได้เรียนรู้ จากความรู้อันน้อยนิดที่มีเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ไทย มีหลายอย่างที่ผมประทับใจที่กรีนเน็ต ไม่ว่าจะเป็น การทำงานของพี่ๆ ที่ทุ่มเทเพื่อพัฒนาเกษตรอินทรีย์ อาหารอินทรีย์มื้อเที่ยงเพื่อสุขภาพ การพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เช่นตู้อบดอกอัญชัน (so cool!!), การลดความร้อนในออฟฟิสจากไอน้ำ (แม้กระถางจะไม่เป็นใจเท่าไหร่) การแยกขยะและลดการใช้ถุงพลาสติก (ทุกวันนี้ผมไม่เอาถุงพลาสติกเลยนะครับเวลาซื้อของเล็กๆน้อยๆ ยกเว้น ถุง ESPRIT มันสวยดี ฮ่าๆๆ) การสร้างความมั่นคงด้านอาหารบนพื้นที่เล็กๆหลังออฟฟิส ถ้าจะให้บรรยายในนี้คงไม่หมด ก็ต้องขอขอบคุณคุณวิฑูรย์ และพี่ๆทุกคนที่ได้มอบโอกาสในการเรียนรู้และสิ่งดีๆให้ผม

ผมเป็นคนที่ชอบงานพัฒนาอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเข้าไปเห็นการทำงานของพี่ๆที่กรีนเน็ตมันยิ่งทำให้ผมชอบเข้าไปใหญ่ จากการที่ได้มีโอกาสได้ทำงานกับองค์กรที่ถือว่าเป็นแนวหน้าในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทยมันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆเลยครับ ผมหวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่ๆอีกครั้งนะครับ

Green Net is very big!!! จริงครับ คอนเฟริม!!!

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

รายงานเจ้านายอย่างมืออาชีพ

Hello! ขึ้นต้นมาก็ทักเป็นภาษาอังกฤษอย่าคิดว่าภาษาดีนะค่ะ เขียนคำนี้ไม่ผิดเป็นใช้ได้ ไม่มีอะไรมากวันนี้ก็แวะเวียนมาทักทายเพื่อน ๆ น้อง ๆ กันจ้า บังเอิญว่าไปอ่านเจอ เทคนิคการรายงานแบบมืออาชีพ ก็เลยนำมาฝากให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ ได้ลองทำดูสำหรับคนที่คิดว่าทักษะด้านนี้ยังไม่ดีเท่าไร ซึ่ง Jasmine ก็จัดอยุ่ในกลุ่มนี้ด้วย (ประเภทรายงานแบบมือสมัครเล่นอ่ะ) อยากเป็นมือโปรบ้าง งั้นมาดูกันเลยดีกว่าว่าต้องทำอย่างไร รับรองทำได้จริงแน่ หากคุณลงมือทำมันอย่างจริงจัง เทคนิคหลัก ๆ มีดังนี้

[ พูดให้กระชับ เริ่มจากบทสรุป..............]

จัดลำดับในการรายงานให้เริ่มจากสรุป ผลลัพธ์ สาเหตุ/ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องร่ายยาวสาวแม่น้ำทั้ง 5 เพราะกว่าจะรู้เรื่องก็อาจจะทำให้เจ้านายหงุดหงิดเสียก่อน (ยิ่งเจ้านายเราเป็นประเภทงานรัดตัว พูดจากันแบบไม่มองน่าแล้วสำคัญมาก) เอาเป็นสรุปสถานการณ์สั้น ๆ ก่อน เช่นดี ไม่ดี มีปัญหา แล้วจากนั้นก็ค่อยแจ้งผลหรือสถานการณ์ปัจจุบันและบอกถึงสาเหตุที่เราสรุปเช่นนั้น

[ รายงานก่อนที่จะถูกทวงถาม...............]

งานอะไรที่ได้รับมอบหมายมา อย่าคิดว่า “ไม่เห็นมาถามก็ไม่ต้องรายงานก็ได้” แบบนี้ไม่มืออาชีพ เพราะในมุมมองของเจ้านายจะคิดว่า “ อะไรกันนี่ ถ้าไม่ไปถามก็ไม่คิดจะมาบอกเลย” และทำให้เจ้านายหงุดหงิด (อีกแล้วครับท่าน) คุณทราบหรือป่าวการรายงานสถานการณ์อยู่เป็นประจำและต่อเนื่องนั้น หากเกิดอะไรขึ้นในทางที่แย่ลงก็จะได้รับคำแนะนำที่ทันท่วงทีในการแก้ไขปัญหาและทีสำคัญต้องดูเวลาที่เหมาะสมและคนฟังมีเวลาหรือสะดวกที่จะรับฟังหรือไม่ (ไม่งั้นไม่รับรองผลที่จะได้ตามมาอิ อิ)


[ เรื่องร้าย อย่าเก็บไว้จนสายเกินแก้......]

เจ้านายคนไหนก็อยากจะได้รับรายงานแต่เรื่องดี ๆ หล่ะน่า แต่ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเวลาที่ทำพลายหรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นในงาน การพยายามแก้ไขเองเก็บไว้ไม่รายงานให้เจ้านายทราบ แต่สุดท้ายเกิดเป็นปัญหาบานปลายเดือนร้อนกันไปหมด (ขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องบอกสินะว่าเจ้านายจะทำหน้าอย่างไง คิดเอาเองแล้วกัน???) ฉะนั้น จำไว้ว่ายิ่งเรื่องไม่ดี ยิ่งต้องรีบรายงาน และควรบอกพร้อมกับวิธิแก้ที่เราคิดไว้ ไม่อย่างนั้นคุณจะเจอข้อหา พลาดแล้วโยน !!!! อย่างนี้เสียเครดิตนะจะบอกให้........ใจดีสู้เสือ!!!!!เข้าไว้


[ แยกแยะสิ่งที่เป็นความรู้สึก และสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง...........]

ระวังการรายงานจาก “ความรู้สึก” ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะการรายงานด้วยคำว่า “คิดว่า” “รู้สึกว่า” อาจจะเป็นสาเหตุให้หัวหน้าคุณสรุปผิดทางได้ ดังนั้น เวลารายงานต้องระบุให้ชัดว่าอันไหนคือ ข้อเท็จจริง อันไหนเป็นความคิดของเรา (ทำยากนะเนี่ยเคยทำแล้ว โดนเจ้านายปิดการสนทนาด้วยคำว่าคิดไปเองเสมอ ต้องระวังนะ!!!!)

[ หากเป็นเรื่องที่ซับซ้อน.....ลองรายงานด้วยการเขียน.........]

หากเรื่องที่ซับซ้อนก็ลองเขียนเป็นรายงานแทนสิ และเราเองก็จะได้จัดลำดับความคิดไปด้วยในตัว เพราะบางเรื่องหากพูดอาจจะงงไม่เข้าใจ แต่ก็สามารถอธิบายได้ด้วยภาพหรือกราฟ และหากจำเป็นต้องเขียนอธิบายเพิ่มก็อย่าลืม ! ทำให้สั้นและกระชับนะค่ะพี่น้องค่ะ

เป็นงัยกันบ้างกับวิธีการรายงานเจ้านายอย่างมืออาชีพที่นำมาฝากกัน สิ่งสำคัญต้องฝึกทำบ่อย ๆ นะค่ะ แล้วท่านจะเป็นมืออาชีพในการรายงาน ว่าแล้วก็กลับไปฝึกก่อนนะอย่างเป็นมือโปรบ้าง.........

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

เกษตรอินทรีย์ที่ภูฐาน

ช่วงต้นเดือนกันยายน ได้มีโอกาสไปภูฐานจัดอบรมควบสองเรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องการบริหารจัดการระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรส่งออกของ FAO ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องห่วงโซ่ข้าวเกษตรอินทรีย์ของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน

ก่อนจะไปก็รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย เพราะหลายคนพูดถึงภูฐาน แต่ไม่ค่อยมีใครได้เคยไป แต่พอไปถึงก็รู้สึกคล้ายๆ กับบางประเทศที่เคยไปมาแล้ว เพียงแต่อากาศอาจจะเบาบาง (เพราะอยู่บนที่สูง) หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่า อากาศที่บางเป็นอย่างไร คือ จะเรียกว่า มีออกซิเจนน้อยก็ได้ ดังนั้น เวลาเดินขึ้นเขา หรือแค่ขึ้นบรรได ก็จะรู้สึกเหนื่อย หายใจได้ไม่เต็มปอด คงคล้ายๆ กับหลายคนที่เคยชินที่อยู่ต่างจังหวัด พอเข้ากรุงเทพก็มักจะบ่นว่า หายใจไม่เต็มปอด

ลองดูวิวของประเทศเขาเสียก่อน และว่างๆ จะเขียนเล่าให้ฟังต่อ