blog รวบรวมข่าวคราว ความคืบหน้า ในงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ภายใต้สภาวะโลกร้อน
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พ่อรวยสอนลูก โดย Robert T.Kiyosaki และ Sharon L.Lechter
ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน พ่อกับแม่ตั้งความหวังให้กับลูกๆ ให้ขยันเรียนหนังสือ สอบได้คะแนนดีๆ จบไปมีงานทำมีเงินเดือนเยอะๆ เป้าหมายในชีวิตของพ่อกับแม่ คือให้ลูกได้เรียนจบมหาวิทยาลัย จะได้ประสบความสำเร็จในชีวิต
แต่ทุกวันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่คำสอนของพ่อแม่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย การขยันเรียนหนังสือ เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ เรียนจบแล้วไม่ได้ประกันความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากโรงเรียนสอนวิธีการหาเงิน แต่ไม่ได้สอนวิธีการใช้เงิน ทำให้หลายคนล้มเหลวในการใช้เงินแม้ว่าจะได้งานดีมีเงินเดือนมากมายมหาศาล ถ้าไม่รู้จักวิธีการใช้เงินนั้นต้องวนเวียนอยู่ใน "สนามแข่งหนู" ทุกๆวันจะทำงานให้เจ้าของบริษัท จ่ายภาษีให้รัฐบาล และจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคาร สอนให้ลูกขยันเรียน สอบได้คะแนนดีๆ จะได้มีงานทำมีเงินเดือนที่มั่นคง ไม่มีใครสอนเรื่องการเงินและชีวิตจึงดำเนินไปอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนเวียนอยู่ใน "สนามแข่งหนู" อย่างไม่มีทางออก
หนทางที่จะหลุดไปจากสนามแข่งหนูได้นั้นต้องมีความรู้เรื่องบัญชีและการลงทุน ต้องรู้ว่าอะไรคือทรัพย์สิน อะไรคือหนี้สิน ทรัพย์สินคือสินทรัพย์ที่จะทำให้เกิดมูลค่าในภายภาคหน้า หนี้สิน คือภาระผูกพัน เข้าใจง่ายๆคือ ทรัพย์สินคือเงินใส่กระเป๋า หนี้สินคือเงินออกจากกระเป๋า
พ่อรวยจะสร้างทรัพย์สินของเขาขึ้นมาก่อน พอมีรายได้มากพอ เขาจึงนำรายได้นั้นไปซื้อความสะดวกสบาย แต่คนจนซื้อความสะดวกสบายด้วยหยาดเหงื่อและแรงงาน ด้วยเงินที่ควรจะเป็นสมบัติของลูกๆในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาของพ่อรวยซื้อรถเบนซ์ เธอใช้เงินรายได้จากค่าเช่าอพาร์ทเมนต์ที่เป็นเจ้าของอยู่ โดยไม่ต้องควักกระเป๋าหรือทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งอพาทเมนต์ทำเงินให้เธอและซื้อรถ แต่เธอต้องรอถึงสี่ปีกว่าจะได้รถคันนั้นมาเพราะรอจนกว่าเงินทุนมีมากพอที่จะซื้อรถคันนั้นกลายเป็นรถที่มีความหมายต่อเขาเพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความรู้เรื่องการเงินและสามารถทำให้ช่องทรัพย์สินของเธอเติบโตมากพอสำหรับรถราคาแพงคันนั้น แต่คนส่วนใหญ่พอนึกอยากจะมีรถใหม่สักคน ก็ใช้บัตรเครดิต ในไม่ช้าเขาก็เริ่มไม่พอใจเจ้ารถคันนี้ เพราะภาระหนี้สินที่ติดตามมานั่นเอง
วิธีการทำเงินของคนรวย การออมเงินเป็นความคิดที่ดีเป็นทางเลือกที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันทำให้มองไม่เห็นโอกาสจะพลาดโอกาสทำเงินมากกว่าล้านก่อนอายุ 40 ปี ไปอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างเช่น ในช่วงนี้เศรษฐกิจแย่มาก สำหรับนักลงทุนนี่คือโอกาส คนอื่นพยายามขายทรัพย์สินแต่คนรวยต้องการซื้อทรัพย์สิน ไม่มีคำว่า "ออมเงิน" เงินจำนวนมากอยู่ในหุ้นและอพาร์ทเมนต์ ซึ่งจะทำเงินได้มาก วิกฤติเศรษฐกิจคือโอกาสของนักลงทุน จึงทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น
พ่อรวยสอนเรื่องทำงานเพื่อเรียนรู้ อย่าทำงานเพื่อเงิน ลูกจ้างทำงานพอที่จะไม่ให้ถูกไล่ออก และนายจ้างก็จ่ายค่าจ้างพอที่จะไม่ให้ลูกจ้างลาออก ผลลัพธ์คือลูกจ้างไม่เคยก้าวไปไหนได้ไกล พวกเขาจะติดอยู่กับความมั่นคงของงาน เงินเดือน และผลตอบแทนซึ่งเป็นเพียงรางวัลระยะสั้นแต่อาจกลายเป็นปัญหาระยะยาว พ่อรวยแนะนำให้ทำงานเพื่อประสบการณ์ และเรียนรู้ที่คุณจะได้รับ มากกว่าค่าตอบแทนที่ได้รับ มองไปข้างหน้าว่าคุณต้องการฝึกประสบการณ์ เรียนรู้ทักษะด้านไหนอะไรช่วยให้คุณหลุดออกไปจากสนามแข่งหนู ถ้าติดอยู่ในสนามแห่งนี้คุณจะวิ่งวุ่นเพื่อหาเงินมาจ่ายบิลต่างๆเดือนแล้วเดือนเล่าอยู่ในกรงใบเก่าใบนี้ที่เรียกว่า "งานที่มั่นคง"
พ่อรวยสอนว่าถ้าคนเราอยากจะรวยจะต้องลงมือทำเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆให้ได้ ต้องเอาชนะความกลัวว่าจะต้องเสียเงินซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากเอาชนะ ขจัดความคิดด้านลบ ในยามที่กลัวหรือไม่มั่นใจถ้าเรามีความคิดด้านลบโอกาสดีดีก็จะผ่านเลยไปต่อหน้าต่อตา ต้องเติมความอยากให้กับตัวเองสักนิดจะได้กวาดเอาความขี้เกียจออกไปจากตัวคุณ เมื่อสิ้นเดือนเราต้องมีอุปนิสัยที่ต้องนำเงินจ่ายให้กับตัวเองก่อน เพื่อจะทำให้เกิดความกดดันในตัวเองที่จะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีและเจ้าหนี้ทั้งหลายให้ได้ ความกดดันนี้จะทำให้คิดหาแหล่งรายได้กลายเป็นแรงจูงใจ ทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เจ้านายโวยใส่หน้า พยายามหาหนทางในที่สุดก็จะทำให้พ่อรวยฉลาดขึ้น ถ้าจ่ายให้กับตัวเองหลังสุดจะไม่มีความกดดันแล้วจะไม่มีอะไรเหลือเลย พ่อรวยสอนว่า ความรู้ทำให้ได้เงิน ความไม่รู้ทำให้เสียเงิน คนส่วนมากสร้างความทะนงตนขึ้นมาเพื่อปิดบังความโง่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้อะไรจงขวนขวายหาความรู้จากหนังสือหรือผู้ที่มีความรู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ พ่อรวยสอนบทบัญญัติ 10 ประการที่ช่วยให้มีพลังในการดำเนินชีวิต
1. พลังใจเพื่อเอาชนะความจริงที่ขวางหน้า ถ้าขาดพลังใจ อะไรๆในชีวิตก็กลายเป็นเรื่องยากไปหมด
2. เสรีภาพในการเลือก โดยเลือกที่จะรวย เลือกที่จะตัดสินใจในการเผชิญกับอุปสรรคปัญหาต่างๆ
3. เลือกคบเพื่อนด้วยความระมัดระวัง เพื่อนสามารถช่วยให้เรารู้เรื่องต่างๆของธุรกิจได้
4. สร้างสูตรและเรียนสูตรใหม่ๆ
5. ชำระหนี้ให้ตนเองเป็นอันดับแรก
6. เลี้ยงนายหน้าของคุณให้ดี เพื่อนายหน้าจะได้ตอบแทนและเป็นประโยชน์กับเรา
7. จงเป็นผู้ให้
8. ทรัพย์สินซื้อความฟุ่มเฟือยจะทำให้เกิดความอยาก
9. มีพระเอกในดวงใจจะทำให้มีพลังพิเศษ
10. สอนผู้อื่นแล้วจะได้รับผลตอบแทน
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่มีปัญหาทางการเงิน เพราะโรงเรียนไม่เคยสอนวิชาการเงิน ผลคือทุกวันนี้เราทำงานเพื่อเงิน และไม่เคยรู้วิธีใช้เงินทำงานแทนเรา
ข้อคิดที่ได้จากพ่อรวยสอนลูก
จะซื้อทรัพย์สินที่สร้างมูลค่าให้เราและนำมูลค่าที่ได้จากทรัพย์สินนั้นไปซื้อทรัพย์สินที่จะสามารถสร้างมูลค่าให้เราและเพื่อความสุขความสะดวกสบาย จะไม่ซื้อทรัพย์สินที่จะก่อให้เกิดหนี้สินในภายภาคหน้า จะไม่ตกอยู่ในสนามแข่งหนูเป็นอันขาด การที่จะรวยได้นั้นจะต้องมีความกล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทำไมคนอื่นรวยได้ เราก็ต้องรวยได้...เช่นเดียวกัน...
แต่ทุกวันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่คำสอนของพ่อแม่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย การขยันเรียนหนังสือ เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ เรียนจบแล้วไม่ได้ประกันความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากโรงเรียนสอนวิธีการหาเงิน แต่ไม่ได้สอนวิธีการใช้เงิน ทำให้หลายคนล้มเหลวในการใช้เงินแม้ว่าจะได้งานดีมีเงินเดือนมากมายมหาศาล ถ้าไม่รู้จักวิธีการใช้เงินนั้นต้องวนเวียนอยู่ใน "สนามแข่งหนู" ทุกๆวันจะทำงานให้เจ้าของบริษัท จ่ายภาษีให้รัฐบาล และจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคาร สอนให้ลูกขยันเรียน สอบได้คะแนนดีๆ จะได้มีงานทำมีเงินเดือนที่มั่นคง ไม่มีใครสอนเรื่องการเงินและชีวิตจึงดำเนินไปอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนเวียนอยู่ใน "สนามแข่งหนู" อย่างไม่มีทางออก
หนทางที่จะหลุดไปจากสนามแข่งหนูได้นั้นต้องมีความรู้เรื่องบัญชีและการลงทุน ต้องรู้ว่าอะไรคือทรัพย์สิน อะไรคือหนี้สิน ทรัพย์สินคือสินทรัพย์ที่จะทำให้เกิดมูลค่าในภายภาคหน้า หนี้สิน คือภาระผูกพัน เข้าใจง่ายๆคือ ทรัพย์สินคือเงินใส่กระเป๋า หนี้สินคือเงินออกจากกระเป๋า
พ่อรวยจะสร้างทรัพย์สินของเขาขึ้นมาก่อน พอมีรายได้มากพอ เขาจึงนำรายได้นั้นไปซื้อความสะดวกสบาย แต่คนจนซื้อความสะดวกสบายด้วยหยาดเหงื่อและแรงงาน ด้วยเงินที่ควรจะเป็นสมบัติของลูกๆในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาของพ่อรวยซื้อรถเบนซ์ เธอใช้เงินรายได้จากค่าเช่าอพาร์ทเมนต์ที่เป็นเจ้าของอยู่ โดยไม่ต้องควักกระเป๋าหรือทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งอพาทเมนต์ทำเงินให้เธอและซื้อรถ แต่เธอต้องรอถึงสี่ปีกว่าจะได้รถคันนั้นมาเพราะรอจนกว่าเงินทุนมีมากพอที่จะซื้อรถคันนั้นกลายเป็นรถที่มีความหมายต่อเขาเพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความรู้เรื่องการเงินและสามารถทำให้ช่องทรัพย์สินของเธอเติบโตมากพอสำหรับรถราคาแพงคันนั้น แต่คนส่วนใหญ่พอนึกอยากจะมีรถใหม่สักคน ก็ใช้บัตรเครดิต ในไม่ช้าเขาก็เริ่มไม่พอใจเจ้ารถคันนี้ เพราะภาระหนี้สินที่ติดตามมานั่นเอง
วิธีการทำเงินของคนรวย การออมเงินเป็นความคิดที่ดีเป็นทางเลือกที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันทำให้มองไม่เห็นโอกาสจะพลาดโอกาสทำเงินมากกว่าล้านก่อนอายุ 40 ปี ไปอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างเช่น ในช่วงนี้เศรษฐกิจแย่มาก สำหรับนักลงทุนนี่คือโอกาส คนอื่นพยายามขายทรัพย์สินแต่คนรวยต้องการซื้อทรัพย์สิน ไม่มีคำว่า "ออมเงิน" เงินจำนวนมากอยู่ในหุ้นและอพาร์ทเมนต์ ซึ่งจะทำเงินได้มาก วิกฤติเศรษฐกิจคือโอกาสของนักลงทุน จึงทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น
พ่อรวยสอนเรื่องทำงานเพื่อเรียนรู้ อย่าทำงานเพื่อเงิน ลูกจ้างทำงานพอที่จะไม่ให้ถูกไล่ออก และนายจ้างก็จ่ายค่าจ้างพอที่จะไม่ให้ลูกจ้างลาออก ผลลัพธ์คือลูกจ้างไม่เคยก้าวไปไหนได้ไกล พวกเขาจะติดอยู่กับความมั่นคงของงาน เงินเดือน และผลตอบแทนซึ่งเป็นเพียงรางวัลระยะสั้นแต่อาจกลายเป็นปัญหาระยะยาว พ่อรวยแนะนำให้ทำงานเพื่อประสบการณ์ และเรียนรู้ที่คุณจะได้รับ มากกว่าค่าตอบแทนที่ได้รับ มองไปข้างหน้าว่าคุณต้องการฝึกประสบการณ์ เรียนรู้ทักษะด้านไหนอะไรช่วยให้คุณหลุดออกไปจากสนามแข่งหนู ถ้าติดอยู่ในสนามแห่งนี้คุณจะวิ่งวุ่นเพื่อหาเงินมาจ่ายบิลต่างๆเดือนแล้วเดือนเล่าอยู่ในกรงใบเก่าใบนี้ที่เรียกว่า "งานที่มั่นคง"
พ่อรวยสอนว่าถ้าคนเราอยากจะรวยจะต้องลงมือทำเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆให้ได้ ต้องเอาชนะความกลัวว่าจะต้องเสียเงินซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากเอาชนะ ขจัดความคิดด้านลบ ในยามที่กลัวหรือไม่มั่นใจถ้าเรามีความคิดด้านลบโอกาสดีดีก็จะผ่านเลยไปต่อหน้าต่อตา ต้องเติมความอยากให้กับตัวเองสักนิดจะได้กวาดเอาความขี้เกียจออกไปจากตัวคุณ เมื่อสิ้นเดือนเราต้องมีอุปนิสัยที่ต้องนำเงินจ่ายให้กับตัวเองก่อน เพื่อจะทำให้เกิดความกดดันในตัวเองที่จะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีและเจ้าหนี้ทั้งหลายให้ได้ ความกดดันนี้จะทำให้คิดหาแหล่งรายได้กลายเป็นแรงจูงใจ ทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เจ้านายโวยใส่หน้า พยายามหาหนทางในที่สุดก็จะทำให้พ่อรวยฉลาดขึ้น ถ้าจ่ายให้กับตัวเองหลังสุดจะไม่มีความกดดันแล้วจะไม่มีอะไรเหลือเลย พ่อรวยสอนว่า ความรู้ทำให้ได้เงิน ความไม่รู้ทำให้เสียเงิน คนส่วนมากสร้างความทะนงตนขึ้นมาเพื่อปิดบังความโง่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้อะไรจงขวนขวายหาความรู้จากหนังสือหรือผู้ที่มีความรู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ พ่อรวยสอนบทบัญญัติ 10 ประการที่ช่วยให้มีพลังในการดำเนินชีวิต
1. พลังใจเพื่อเอาชนะความจริงที่ขวางหน้า ถ้าขาดพลังใจ อะไรๆในชีวิตก็กลายเป็นเรื่องยากไปหมด
2. เสรีภาพในการเลือก โดยเลือกที่จะรวย เลือกที่จะตัดสินใจในการเผชิญกับอุปสรรคปัญหาต่างๆ
3. เลือกคบเพื่อนด้วยความระมัดระวัง เพื่อนสามารถช่วยให้เรารู้เรื่องต่างๆของธุรกิจได้
4. สร้างสูตรและเรียนสูตรใหม่ๆ
5. ชำระหนี้ให้ตนเองเป็นอันดับแรก
6. เลี้ยงนายหน้าของคุณให้ดี เพื่อนายหน้าจะได้ตอบแทนและเป็นประโยชน์กับเรา
7. จงเป็นผู้ให้
8. ทรัพย์สินซื้อความฟุ่มเฟือยจะทำให้เกิดความอยาก
9. มีพระเอกในดวงใจจะทำให้มีพลังพิเศษ
10. สอนผู้อื่นแล้วจะได้รับผลตอบแทน
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่มีปัญหาทางการเงิน เพราะโรงเรียนไม่เคยสอนวิชาการเงิน ผลคือทุกวันนี้เราทำงานเพื่อเงิน และไม่เคยรู้วิธีใช้เงินทำงานแทนเรา
ข้อคิดที่ได้จากพ่อรวยสอนลูก
จะซื้อทรัพย์สินที่สร้างมูลค่าให้เราและนำมูลค่าที่ได้จากทรัพย์สินนั้นไปซื้อทรัพย์สินที่จะสามารถสร้างมูลค่าให้เราและเพื่อความสุขความสะดวกสบาย จะไม่ซื้อทรัพย์สินที่จะก่อให้เกิดหนี้สินในภายภาคหน้า จะไม่ตกอยู่ในสนามแข่งหนูเป็นอันขาด การที่จะรวยได้นั้นจะต้องมีความกล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทำไมคนอื่นรวยได้ เราก็ต้องรวยได้...เช่นเดียวกัน...
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552
MESA โปรแกรม โอกาสสำหรับการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ในต่างแดน
หลังจากผ่านการใช้ชีวิตในด่างแดนเกือบแปดเดือนที่ผ่านมา (26 มีนาคม – 14 พฤศจิกายน 2552) ที่ฟาร์มผักเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของรัฐ Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา ในครั้งนี้รู้สึกว่าเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยังนึกถึงวันแรกที่เริ่มสมัครโครงการ Multinational Exchange for Sustainable Agriculture (MESA) ช่วงปลายปีที่แล้วและได้รับคัดเลือกจากพี่ไมเคิล และพี่ออน (ตัวแทน MESA ประเทศไทย) หลังจากนั้นก็ถูกส่งไปฝึกภาษาและฝึกการทำงานในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่พันพรรณฟาร์ม อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ (พี่โจน จันได) ซึ่งที่นี่ได้ทำให้เราได้ทำงานฟาร์มและฝึกภาษากับชาวต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรม การใช้ชีวิตร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นการเตรียมตัวที่ดี แต่ช่วงอยู่ที่นี่ก็ยังต้องลุ้นมากเหมือนกันเพราะยังไม่รู้ผลตอบรับจากฟาร์มที่อเมริกา เนื่องจากฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการ MESA มีน้อยกว่าคนที่สมัครซึ่งมาจากหลายประเทศ ใช้เวลาอยู่ที่พันพรรณไม่นานก็มี New Morning Farm ยื่นความจำนงมา และผมตัดสินใจเลือกฟาร์มนี้

ด่านต่อไปก็เป็นเรื่องของการขอวีซ่า ซึ่งเขาเล่าลือกันว่าวีซ่าไปอเมริกาค่อนข้างได้ยากมาก เพื่อนที่ผ่านการคัดเลือกอีกสองคน คือน้องอั๋นจากแม่ทา และต๊ะจากพันพรรณ ชวนไปสมัครขอวีซ่าที่สถานฑูตอเมริกาที่เชียงใหม่ แต่ผมได้ตัดสินใจยื่นสมัครขอวีซ่าที่กรุงเทพ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เขากำหนดโดยพี่ไมเคิลและพี่ออนก็ได้ให้คำแนะนำ วันที่ผมได้ไปสัมภาษณ์ รู้สึกตื่นเต้นมากเพราะกังวลเรื่องภาษา ตอนเช้าวันที่นัดสัมภาษณ์พี่ไมเคิลไปส่ง พอเจอพี่เขาไม่ยอมพูดภาษาไทยพูดภาษาอังกฤษ ก็พยายามตอบไปตะกุกตะกัก แต่ก็ทำให้มั่นใจขึ้นนิดหน่อยเพราะสามารถฟังพี่เขารู้เรื่อง ถึงเวลาเข้าไปสัมภาษณ์คนเยอะมากนั่งรอนานประมาณเกือบสองชั่วโมง พอถึงคิวสัมภาษณ์ เขาสัมภาษณ์แค่ห้านาทีและรู้ผลว่าผ่าน ได้วีซ่าอเมริกาจริงๆ ทีนี้ก็เป็นจริง แล้วที่จะได้ไปอเมริกา.... ก่อนที่จะเดินทางไป New Morning Farm จะต้องเดินทางไปรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อเข้าร่วมสัมนาปฐมนิเทศก่อน 4 วัน เพื่อรับทราบข้อตกลงโครงการและการปฏิบัติตัวช่วงที่อยู่ที่ฟาร์ม หลังจากนั้นก็เดินทางไปยัง host farm (New Morning Farm) ถึงฟาร์มวันแรกวันที่ 1 เมษายน ซึ่งช่วงนั้นอากาศยังหนาว เขาให้พักผ่อนจัดของเข้าที่พักบ้านหลังใหญ่กับเจ้าของฟาร์ม วันรุ่งขึ้นเป็นการแนะนำฟาร์ม ที่ฟาร์มมีพื่นที่ 95 เอเคอร์ (ก็ประมาณ 240 ไร่) ทำระบบเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดและขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐอเมริกา ในพื้นที่ปลูกพืชผักประมาณ 40 กว่าชนิด raspberry และ strawberry เลี้ยงไก่ไข่ 250 ตัว มีคนงานและ intern รวมกัน 20 คน เจ้าของฟาร์มเริ่มทำเกษตรตั้งแต่ ปี ค.ศ 1972 โดยการเช่าที่ดิน และซื้อที่ดินปัจจุบันในปี ค.ศ. 1976 การทำงานในฟาร์มก็เหมือนกับฟาร์มผักเกษตรอินทรีย์อื่นๆ ช่วงแรกก็เตรียมดินโดยการหว่านปุ๋ยหมัก ไถแล้วก็ยกแปลงคลุมพลาสติก เพาะกล้าในโรงเรือน ย้ายปลูก กำจัดวัชพืช ป้องกันโรค และจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว แต่ที่นี่จะทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรคือทำทั้งการผลิตและการตลาด รวมทั้งมีการจัดการร่วมกันเป็นกลุ่มสหกรณ์ในชุมชนท้องถิ่น

ซึ่งจากการได้ทำงานที่นั่นและการสังเกตด้วยตัวเอง สิ่งที่เห็นเด่นชัดและคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟาร์มนี้ประสบความสำเร็จหลัก ๆ คือ
1. เจ้าของฟาร์มให้ความสำคัญกับการปรับปรุงบำรุงดินซึ่งเขาจะใส่ปุ๋ยคอกจากขี้ไก่ที่เลี้ยงเอง และยังไม่พอมีการวิเคราะห์ดินและซื้อปุ๋ยหมักมาใส่ทุกปี ยามว่างจากการผลิตเขาก็จะหว่านพืชคลุมดินโดยไม่ปล่อยให้พื้นดินว่างเปล่า
2. การตลาด เจ้าของฟาร์มเลือกเมืองใหญ่อย่าง Washington DC เป็นที่ขายของซึ่งผู้คนที่นั่นให้ความสำคัญกับสินค้าอินทรีย์ ผู้คนมีกำลังซื้อสูง ก่อนที่จะมาทำฟาร์มเจ้าของฟาร์ม ได้เป็นพ่อค้ามาก่อนโดยซื้อผักไปขายทำตลาดก่อนเมื่อตลาดอยู่ตัวแล้วเขาจึงมาเริ่มทำฟาร์มเอง
3. สหกรณ์ผู้ผลิต ที่ฟาร์มเป็นที่ตั้งของสหกรณ์ผู้ผลิต มีความร่วมมือกันระหว่างผู้ผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะการผลิตผักบางครั้งประสบปัญหาโรคแมลง ไม่ได้ผลผลิต ก็สามารถสั่งซื้อจากสหกรณ์ ได้ และบางครั้งผลผลิตออกมามาก สหกรณ์ก็รับซื้อ
4. ความซื่อสัตย์ ที่ฟาร์มทำเกษตรอินทรีย์ อย่างแท้จริงไม่มีการปลอมปน ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจและเป็นลูกค้าประจำ นอกจากการขายสินค้าอินทรีย์ ที่แท้จริงแล้ว เจ้าของฟาร์มยังใส่ใจเรื่องคุณภาพ หากผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เขาก็ไม่ส่งขาย
5. ฟาร์มมีการบริหารจัดการที่ดีและการทำบัญชี มีการประเมินทุกเดือน หากเดือนไหนไม่เป็นไปตามเป้าก็มาวิเคราะห์กันว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและทดลองสิ่งใหม่ ๆ เสมอ
นอกจากการได้เรียนรู้เรื่องเทคนิคการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ระบบการจัดการฟาร์ม การตลาด แล้วโครงการ MESA ยังเปิดโอกาสให้สร้างเครือข่ายองค์ความรู้ด้านเกษตร เพราะเราสามารถติดต่อกับฟาร์มที่เราไปอยู่ และเพื่อน ๆ ที่มาจากเปรู เอกวอดอร์ บราซิล ซึ่งเพื่อนๆ เหล่านี้ก็ไปทำงาน host farm ที่ต่าง ๆ กัน และยังมีประสบการณ์ในประเทศของเขาด้วย เป็นการเปิดโลกกว้างทางการเกษตร
จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้เกษตรอินทรีย์จากการปฏิบัติจริง ในการไปทำงานจะต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น รวมทั้งการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็น วัฒนธรรมที่แตกกต่างกัน การอยู่การกิน แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายสร้างประสบการณ์เติมแต่งสีสรรให้กับชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งท้ายสุดนี้ผมขอขอบคุณโครงการ MESA พี่ออน พี่ไมเคิล และพี่ๆ ที่กรีนเนททุกคน ที่ให้ความช่วยเหลือผมมาโดยตลอด และขอขอบคุณ คุณ Steve ที่ให้การสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน ขอบคุณครับ
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ความหลากหลายทางชีวภาพกับการทำเกษตรอินทรีย์
ชื่อหนังสือ : ความหลากหลายทางชีวภาพกับการทำเกษตรอินทรีย์(หนังสือชุดคู่มือนักส่งเสริมเกษตรอินทรีย์)
ปีที่พิมพ์ : มกราคม 2552
ปีที่พิมพ์ : มกราคม 2552
จัดพิมพ์โดย : มูลนิธิสายใยแผ่นดิน
ISBN : 978-974-614-921-1
จำนวนหน้า : 71
สรุปวิจารณ์โดย : นิษฐา เพ้ยจันทึก
จำนวนหน้า : 71
สรุปวิจารณ์โดย : นิษฐา เพ้ยจันทึก
เมื่อ : 8 ธันวาคม 2552
ความหลากหลายทางชีวภาพกับการทำเกษตรอินทรีย
ในทางวิชาการความหลากหลายทางชีวภาพแบ่งออกเป็นได้ 3 ระดับ คือ ความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และความหลากหลายของระบบนิเวศ ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรม คือ ความแตกต่างของพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งๆ เช่น การมีข้าวหลากหลายสายพันธุ์ในนาข้าว ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต คือ ความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตทั้งชนิดและประเภทในพื้นที่หนึ่งๆ เช่น การมีพืชหลากหลายชนิดและสัตว์ต่างๆ ในฟาร์ม และความหลากหลายของระบบนิเวศ คือ ความแตกต่างของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ เช่น การที่ประเทศหรือภูมิภาคมีความแตกต่างของระบบนิเวศที่แตกต่างกัน
ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญโดยตรงและโดยอ้อมทั้งต่อการพัฒนาการเกษตร และต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างยั่งยืนในหลายด้าน ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้เน้นการวิเคราะห์เกี่ยวกับประโยชน์และความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับสำหรับการเกษตรและการพัฒนาเป็นหลัก ประกอบด้วยความสำคัญด้านต่างๆ ได้แก่ การเป็นแหล่งเชื้อพันธุ์สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ในภาคการเกษตร การเป็นแหล่งสมุนไพรและยารักษาโรค การทำให้เกิดเสถียรภาพของนิเวศการเกษตร ความมั่นคงทางด้านอาหาร การเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม การให้บริการทางนิเวศ และการให้คุณค่าทางสุนทรียภาพและจิตวิญญาณ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้นว่าในสภาวะปกติของธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตต่างๆ อาจสูญพันธุ์ไปเองตามธรรมชาติแต่ขณะเดียวกันก็จะมีสิ่งมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นทดแทนกัน ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพอยู่อย่างสมดุล แต่ก็อาจมีการลดลงหรือสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ได้ เช่น สัตว์ตระกูลไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ดังนั้นแนวทางสำคัญที่จะทำให้อัตราของการสูญพันธุ์ของความหลากหลายทางชีวภาพลดน้อยลงได้ คือ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพๆไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งมีชีวิตจะมีความสัมพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มากมายในระบบนิเวศ ซึ่งจะทำให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ ถึงแม้อาจลดลงจากปัจจัยต่างๆ หลายด้านก็ตาม
แต่ในหลักการและแนวทางการทำเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์นั้นหัวใจสำคัญคือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการบริหารจัดการฟาร์มในระบบเกษตรอินทรีย์จึงเป็นการจัดการในลักษณะเชิงบวก มองระบบการผลิตแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไว้อย่างชัดเจน โดยลักษณะการจัดการฟาร์มในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในฟาร์ม มีการจัดการอย่างน้อย 4 ด้านเป็นสำคัญ คือ ก.) การปลูกพืชหมุนเวียน ข.) การสร้างสมดุลของความเกื้อกูลในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม ค.) การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด ง.) การจัดการวัชพืชศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาติ โดยวิถีการผลิตเกษตรกรที่ทำอินทรีย์มีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนการผลิต เช่น ปลูกพืชที่หลากหลาย สิ่งมีชีวิตเกื้อกูลกัน ระบบนิเวศโดยรวมที่หลากหลายทั้งพืช สัตว์ เป็นต้น รวมทั้งระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ยอมรับในระดับสากลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เช่น ปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด (ปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืช โรคแมลงต่างๆ) และได้กำหนดความหลากหลายขั้นต่ำที่เกษตรกรผู้ผลิตต้องมีในฟาร์มหรือพื้นที่ทำการเกษตรไว้ด้วย เช่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ มกท. (ประเทศไทย) ต้องมีความหลากหลายอย่างน้อย 5% ของพื้นที่การผลิต หรือมาตรฐานบางประเทศ (ยุโรป) กำหนดความหลากหลายอย่างน้อย 7% ของพื้นที่ทำการผลิต จึงเห็นได้ชัดเจนว่าเกษตรอินทรีย์มีความแตกต่างกับเกษตรเคมีที่เน้นระบบการผลิตเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้นไม่ได้มองระบบนิเวศโดยรวมแต่มุ่งเน้นที่ให้ได้ปริมาณผลผลิตสูงสุด
แต่ในหลักการและแนวทางการทำเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์นั้นหัวใจสำคัญคือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการบริหารจัดการฟาร์มในระบบเกษตรอินทรีย์จึงเป็นการจัดการในลักษณะเชิงบวก มองระบบการผลิตแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไว้อย่างชัดเจน โดยลักษณะการจัดการฟาร์มในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในฟาร์ม มีการจัดการอย่างน้อย 4 ด้านเป็นสำคัญ คือ ก.) การปลูกพืชหมุนเวียน ข.) การสร้างสมดุลของความเกื้อกูลในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม ค.) การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด ง.) การจัดการวัชพืชศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาติ โดยวิถีการผลิตเกษตรกรที่ทำอินทรีย์มีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนการผลิต เช่น ปลูกพืชที่หลากหลาย สิ่งมีชีวิตเกื้อกูลกัน ระบบนิเวศโดยรวมที่หลากหลายทั้งพืช สัตว์ เป็นต้น รวมทั้งระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ยอมรับในระดับสากลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เช่น ปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด (ปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืช โรคแมลงต่างๆ) และได้กำหนดความหลากหลายขั้นต่ำที่เกษตรกรผู้ผลิตต้องมีในฟาร์มหรือพื้นที่ทำการเกษตรไว้ด้วย เช่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ มกท. (ประเทศไทย) ต้องมีความหลากหลายอย่างน้อย 5% ของพื้นที่การผลิต หรือมาตรฐานบางประเทศ (ยุโรป) กำหนดความหลากหลายอย่างน้อย 7% ของพื้นที่ทำการผลิต จึงเห็นได้ชัดเจนว่าเกษตรอินทรีย์มีความแตกต่างกับเกษตรเคมีที่เน้นระบบการผลิตเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้นไม่ได้มองระบบนิเวศโดยรวมแต่มุ่งเน้นที่ให้ได้ปริมาณผลผลิตสูงสุด ดังนั้น นักส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และเกษตรกรผู้สนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในแง่มุมต่างๆ ตลอดจนคัดเลือกแนวทางในการจัดกิจกรรมและโครงการเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ ชุมชน สังคม ท้องถิ่นนั้นๆ โดยไม่ทำลายแต่ช่วยส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนช่วยกันอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้ยั่งยืนสืบทอดสู่ชั่วรุ่นชั่วหลานต่อไป
เกียรประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวิตและงานของศาสตราจารย์แพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว
ปีที่พิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 2 กันยายน 2549จัดพิมพ์โดย : สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ISBN : 974-260-087-2 จำนวนหน้า : 233
สรุปวิจารณ์โดย : นิษฐา เพ้ยจันทึก
เมื่อ : 10 ธันวาคม 2552
เกียรประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ชีวิตและงานของศาสตราจารย์แพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออันทรงคุณค่าที่เราเยาวชนรุ่นหลังผู้ที่ได้รับบริการด้านสาธารณะสุขของไทยในปัจจุบันอย่างสะดวก สบาย ปลอดภัย เข้าถึงทุกท้องถิ่น ควรต้องอ่านและรู้เรื่องราวด้านสาธารณะสุขของไทยจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมูลนิธิสาธารณะสุขแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าในการจัดทำ เพื่อเป็นกระจกสท้อนภาพวิวัฒนาการทางการแพทย์และสาธารณะสุขของไทยในช่วงค่อนศตวรรษที่ผ่านมา โดยองค์การอนามัยโลกได้สนับสนุนเงินทุนเพื่อจัดพิมพ์ และความร่วมมือจากบุคคลต่างๆมากมาย ซึ่งแนวทางในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ได้เรียบเรียงชีวประวัติของท่านจากเริ่มต้น(เยาว์วัย) ผ่านประสบการณ์ต่างๆ ของชีวิต จนสู่วัยชรา ซึ่งเรียบเรียงเนื้อหาและภาพภาพไว้อย่างน่าสนใจ
ศาสตราจารย์แพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นปูชนียบุคคลรุ่นเก่าแก่ผู้หนึ่งในวงการแพทย์สาธารณะสุขไทย ผู้มีชีวิตและมีบทบาทร่วมสมัยกับชนรุ่นหลัง ท่านเป็นคน 4 แผ่นดิน คือเกิดเมื่อขึ้นปีแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ท่านเป็นแพทย์ตัวอย่างท่านหนึ่ง ผู้มีเกียรประวัติสูงเด่น นับตั้งแต่ก้าวแรกที่จบจากโรงเรียนแพทย์ออกไปเป็นแพทย์ฝึกหัด และภายหลังได้เป็นแพทย์ผู้ปกครองที่ทำงานลักษณะบุกเบิกอย่างอุทิศตัวในถิ่นทุรกันดาร เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 16 ปี และเมื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้หริหารโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ โดยมีตำแหน่งราชการเที่ยบเท่าผู้อำนวยการกองสังกัดกรมการแพทย์ ท่านผู้นี้ก็มีบทบาท
สำคัญร่วมกับอธิบดีกรมการแพทย์ในการผลักดันให้มีการก่อตั้งโรงพยาบาลประจำจังหวัดครบทุกจังหวัด ตามนโยบายกระจายบริการสาธารณะสุขสู่ภูมิภาคของกระทรวงสาธารณะสุข ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ระหว่างปี พ.ศ. 2495-พ.ศ. 2500 นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการก่อตั้งและดำเนินงานของโรงพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย รวมทั้งวิทยาลัยพยาบาลและโรงเรียนเทคนิคการแพทย์ และช่วงที่สำคัญที่สุดก็ได้แก่ ช่วงที่ท่านได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงของกระทรวง กล่าวคือ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของประเทศหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และในที่สุดดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณศูลานนท์ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวท่านได้เป็นผู้นำในการตัดสินใจและเปลี่ยแปลงครั้งสำคัญ เริ่มต้นด้วยจากการปรับปรุงส่วนราชการ และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารภายในกระทรวงสาธารณสุข และท่านเป็นประธานในการเขียนแผนพัฒนาสาธารณะสุขและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 หลักการสำคัญซึ่งริเริ่มขึ้นในแผนพัฒนาสาธารณสุขแห่งชาติฉบับที่ 4 คือ การให้บริการสาธารณะสุขแบบผสมผสาน มีการฟื้นฟูการใช้สมุนไพรและยาแผนโบราณอย่างจริงจัง เพื่อเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่การดำเนินงานการสาธารณะสุขมูลฐาน และการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรูปอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้สื่อข่าวสาธารณะสุข (ผสส.) ต่อมาแผนแม่บทฉบับนี้ได้กลายเป็นแม่บทของแผนฯ ฉบับที่ 5 และแผน ฉบับที่ 6 ซึ่งขยายไปสู่การนำความคิดความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) มาเป็นเป้าหมายโดยใช้เป็นเครื่องมือในการชี้วัดคุณภาพชีวิต รวมทั้งพัฒนารูปแบบ “ลักษณะสังคมไทยและบุคคลที่พึงประสงค์”ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณธสุขท่านได้สร้างโครงสร้างการบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง โดยกระจายบริการจากจังหวัดสู่อำเภอ ด้วยการกำหนดนโยบายและโครงการอย่างชัดเจนเพื่อสร้างโรงพยาบาลชุมชนตามเป้าหมายครบถ้วนทุกอำเภอและสร้างสถานีอนามัยให้ครบทุกตำบล ที่สำคัญคือนโยบายสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขเป็นผู้นำทางการดูแลรักษาพยาบาล และการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างปรากฏได้ชัดเจนในยุคของท่านเป็นผู้บริหาร และความสำเร็จอีกประการหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจในวงการสาธารณสุขของประเทศไทย คือ ในยุคของท่านประเทศไทยเป็นประเทศแรกและเป็นประเทศเดียวในโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้มีอิสระในการบริหารงบประมาณที่ได้รับ โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติของสำนักงานองค์การอนามัยโลกส่วนภูมิภาค และในยุคของท่านอีกเช่นกันที่ได้รับนโยบาบขององค์การอนามัยโลกในด้านการกำหนดบัญชียาหลักแห่งชาติ (Essential Drug List) อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถประหยัดงบประมารค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อยาลงได้เป็นจำนวนมาก
จากภาพโดยสังเขปจากข้างต้น ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการสาธารณสุขของไทยตราบจนทุกวันนี้ เราในฐานะผู้ใช้บริการสาธาณสุขและอยู่ร่วมกันในสังคมสามารถที่จะนำแนวทางชีวิตและผลงานของท่านเป็นกรณีศึกษา ประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราได้ ไม่ใช่เฉพาะวงการแพทย์สาธารณสุขแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับบุคคลเป็นอันมากที่ท่านทำงานต่อสู้เปลี่ยนแปลงสังคมภายในระบบด้วยสติปัญญาสามารถ โดยไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมใดๆ ซึ่งเราเห็นตัวอย่างได้อย่างชัแจนจากที่กล่าวมา เช่น ท่านไม่เคยที่จะกลัวความลำบาก (เป็นแพทย์ฝึกหัด ทำงานตามชนบทกว่า 16 ปี) ท่านต่อสู้และเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขประชาชนทุกคนในท้องถิ่นทุรกันดารอย่างแท้จริง เมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดมีอำนาจ มีหน้าที่ท่านไม่เคยคิดที่จะกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตนเองแต่ท่านกลับพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทั้งสังคม ระดับประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามที่ท่านได้มีโอกาส โดยนำเอาประสบการณ์จากอดีตสู่การพัฒนาทั้งระบบอย่างยั่งยืน รวมทั้งท่านไม่เคยลืมของเก่า (สมุนไพรไทย) และไม่มัวเมากับของใหม่ (แพทย์แผนปัจจุบันอย่างตะวันตก) แต่ท่านนำมาประยุกต์และรักษาไว้อย่างสมดุลต่อไป นอกจากนี้เราเห็นภาพอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ ณ ที่ใด เราสามารถที่จะสร้างคุณค่า ประโยชน์กับประเทศชาติ สังคม และชุมชนที่เราอยู่ได้เสมอ ไม่กลัวต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น แต่พัฒนาอย่างเป็นระบบ อย่างเป็นขั้น เป็นตอน ตามที่เรามีกำลังความสามารถ และให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมรับผิดชอบในสังคมร่วมกัน
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ทางเลือกใหม่ของคนชายขอบ
ทางเลือกใหม่ของคนชายขอบ
Excluidos hoy, Protagonistas manana
Francisco Vanderhoff Boersma ผู้เขียน
จิตราภรณ ตันรัตนกุล ผู้แปล
เป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวดั้งเดิมในรัฐอัวฮากา ทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าดั้งเดิมมากที่สุดรัฐหนึ่งเม็กซิโก การละเลยของรัฐบาลที่มีต่อชลเผ่าเหล่านี้มีผลให้รัฐอัวฮากาเป็นรัฐที่มีประชากรที่ยากจนมากที่สุดรัฐหนึ่งของประเทศ ความยากจนกับการละเลยของรัฐบาลเป็นที่มาของการต่อต้านนโยบายของรัฐ เป็นหนังสือที่พูดถึงความลำบากของคนยากจน คนที่ถูกกีดกัน และคนที่ประสบเคราะห์กรรมอันเกิดจากระบบเสรีนิยมใหม่ ผู้เขียนได้หาทางออกให้พวกเขา เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีชีวิตอย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ทัดเทียมกัน การสร้าง ตลาดที่เป็นธรรม จึงเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การเป็นมนุษย์ที่มีเกียรติดังที่มุ่งหวังเอาไว้
ชีวิตในชนบทดูเหมือนจะยุ่งเหยิง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีตรรกะ มีเหตุผล มีพลังในการต่อสู้ มีความสามารถในการเอาชีวิตรอด ปัญหาสารพัดที่มีอยู่ในชนบทเกี่ยวกับองค์ความรู้อันน้อยนิดและความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคนิคของชนบท เกี่ยวกับความเลวร้ายทางด้านสิ่งแวดล้อม จากผู้เชี่ยวชาญทางเกษตรกรรมหรือนักการเมือง ในขณะที่พยายามเอาชีวิตให้รอดแบบเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ แต่กลับไม่มีการพัฒนาชนบทในเม็กซิโก เกษตรกรอยากเอาชีวิตให้รอด แต่การพัฒนาจอมปลอมซึ่งสังคมกระแสหลักเสนอให้กลับหมายถึงอวสานของผู้ผลิตรายย่อย ชี้ให้เห็นถึง
1.ตลาดที่แตกต่าง ในฐานะที่เป็นทางเลือกของตลาดกระแสหลักในระบบเสรีนิยมใหม่ที่มีปัญหา
2.เรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางร่วมกันของผู้เขียนกับผู้ผลิตรายย่อย
3.การวิเคราะห์ทางด้านความคิดกับภาระของผู้ผลิตรายย่อยในเขตชนบท
4.การสะท้อนให้เห็นถึงความคิดเพื่อที่จะสร้างมนุษยชาติให้ดีขึ้นท่ามกลางการเผชิญ หน้ากับความเป็นจริงของการถูกกีดกันและการถูกขูดรีดเอาเปรียบในเขตชนบท
5.เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีงามและนุ่มนวล และเพื่อโมทนาพระคุณต่อสรวงสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์
“ระบบเสรีนิยมใหม่ “ เป็นระบบที่อยู่ภายใต้แนวคิดทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากระบบนี้มุ่งหวังแต่กำไรกับกฎเกณฑ์ของตลาดเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีเกียรติยศ หรือให้ความใส่ใจต่อผู้ใดทั้งสิ้น
“หลายครั้งที่ระบบนี้ยอมรับแนวคิดที่ปล่อยให้กิจกรรมทางสังคมและการเมืองบางประการทอดทิ้งสมาชิกที่อ่อนแอที่สุดของสังคม ซึ่งส่งผลให้คนยากจนเพิ่มมากขึ้น และตกเป็นเหยื่อของระบบโครงสร้างทางการเมืองที่นำไปสู่ความอยุติธรรม
การทดลองจัดตั้งองค์กรของคนจนจะทำให้การย่างก้าวของพวกเขามีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และมีผลต่อมนุษย์ทุกรูปทุกนามอย่างเสมอภาคกัน ซึ่งไม่ใช่การกำเนิดเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากที่สุด สมถะ และมีเกียรติ เพื่อสร้างระเบียบทางสังคม การเมืองและวัฒนธรรมใหม่ การสร้างชีวิตและพลังชีวิตขั้นพื้นฐานนี้ มิได้มีเพียงสิทธิในการปกป้องตนเองแต่เป็นการทำอย่างจริงจังเพื่อให้มีชีวิตรอดได้
การค้าที่ยุติธรรม มีความเด่นทางด้านการผลิตและการตลาดที่มีประสิทธิภาพตามนัยของระบบเศรษฐกิจ สิ่งแรกก็คือการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุภาพสูง นอกจากนี้ในความสัมพันธภาพระหว่างราคากับคุณภาพนั้น การค้าอย่างยุติธรรม จำต้องดำเนินงานให้สอดคล้องกับตลาด
เหตุผลที่พอใจให้ทำงานในชนบท ก็คือการรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานกับเกษตรกรที่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดอย่างสง่างาม
วิกฤติที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะไม่มีทางออก ในเมื่อกาแฟไม่มีราคา ผู้ผลิตไม่ยอมละทิ้งไร่กาแฟของตัวเอง จำต้องหาวิธีบรรเทาวิกฤติเหล่านั้นและหาช่องทางในตลาดที่จะให้ความหวังแก่พวกเขา อย่างน้อยที่สุดผู้บริโภคก็สามารถซื้อกาแฟแบบเกษตรอินทรีย์ ผู้บริโภคที่ติดใจในรสชาติของกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแรงกระตุ้นทางด้านอื่นๆ เช่น “กาแฟภายใต้ร่มเงาไม้”ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพในไร่กาแฟและยังกระตุ้นการประชาสัมพันธ์ให้ไปยัง “กาแฟที่เป็นมิตรกับนก” เป็นการประชาสัมพันธ์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดูเหมือนจะเป็นทางออกใหม่ทีทำให้ราคาผลผลิตที่เพิ่มขึ้น
ทำอย่างไรผู้ผลิตกาแฟรายย่อยจึงจะมีชีวิตรอด
คำตอบ ก็คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ แม่น้ำที่มีน้ำสะอาด คนในชุมชน เอกภาพของความหลากหลายของคนในชุมชนที่ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมา และการพัฒนาเพื่อความอยู่รอด
ความหวังของผู้ผลิตกาแฟ
เปรียบประหนึ่งการกำเนิดของอรุณรุ่งวันใหม่
เกิดความหวังอีกครั้งของผู้ผลิตกาแฟ
ความเสียสละของเขา
พ่ายแพ้ต่อผลของความเป็นจริงในที่สุด
ผลของความต้องการกอบกู้
เลือกเฟ้นย่างก้าวของอุปสรรค
เพื่อระงับความทะเยอทะยาน
เปรียบประหนึ่งการกลับคืนของแสงสว่างแห่งวันใหม่
เจ้ากลับไปเป็นผลแห่งความยาก
พวกเรารู้สึกยินดี
ที่เพื่อเจ้าแล้ว พวกเรามิได้ถูกเอาเปรียบ
แต่กลับไปสู่ความหวังของมนุษย์
เพื่อมองการเก็บเกี่ยวพืชผลแห่งความยาก
และเข้าใจถึงเอกภาพ
จนยากที่จะเอาเปรียบพวกเราได้
เปรียบประหนึ่งการกลับมาของความเขียวชอุ่มแห่งฤดูใบไม้ผลิ
หลังความอ้างว้างและหนาวเหน็บของฤดูนาว
เปรียบเสมือนความหวังที่กลับคืนมาของผู้ผลิตกาแฟ
ซึ่งตกตลึงต่อผลลัพธ์อันงดงาม
เพราะเหตุใดเขาจึงว่างานของตนนั้น
มิได้ทำเพื่อนายอีกต่อไป
และรู้ว่าทุกอย่างคือลางร้าย
ที่พบจุดจบด้วยการกำราบเข่นฆ่า
อะไรนำไปสู่การกำเนิดของอรุณรุ่ง
หลังจากความมืดมัวของราตรีสลัว
ผู้ผลิตกาแฟก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่
เพื่อมิให้มีการเอาเปรียบอีกต่อไป
Excluidos hoy, Protagonistas manana
Francisco Vanderhoff Boersma ผู้เขียน
จิตราภรณ ตันรัตนกุล ผู้แปล
เป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวดั้งเดิมในรัฐอัวฮากา ทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าดั้งเดิมมากที่สุดรัฐหนึ่งเม็กซิโก การละเลยของรัฐบาลที่มีต่อชลเผ่าเหล่านี้มีผลให้รัฐอัวฮากาเป็นรัฐที่มีประชากรที่ยากจนมากที่สุดรัฐหนึ่งของประเทศ ความยากจนกับการละเลยของรัฐบาลเป็นที่มาของการต่อต้านนโยบายของรัฐ เป็นหนังสือที่พูดถึงความลำบากของคนยากจน คนที่ถูกกีดกัน และคนที่ประสบเคราะห์กรรมอันเกิดจากระบบเสรีนิยมใหม่ ผู้เขียนได้หาทางออกให้พวกเขา เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีชีวิตอย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ทัดเทียมกัน การสร้าง ตลาดที่เป็นธรรม จึงเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การเป็นมนุษย์ที่มีเกียรติดังที่มุ่งหวังเอาไว้
ชีวิตในชนบทดูเหมือนจะยุ่งเหยิง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีตรรกะ มีเหตุผล มีพลังในการต่อสู้ มีความสามารถในการเอาชีวิตรอด ปัญหาสารพัดที่มีอยู่ในชนบทเกี่ยวกับองค์ความรู้อันน้อยนิดและความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคนิคของชนบท เกี่ยวกับความเลวร้ายทางด้านสิ่งแวดล้อม จากผู้เชี่ยวชาญทางเกษตรกรรมหรือนักการเมือง ในขณะที่พยายามเอาชีวิตให้รอดแบบเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ แต่กลับไม่มีการพัฒนาชนบทในเม็กซิโก เกษตรกรอยากเอาชีวิตให้รอด แต่การพัฒนาจอมปลอมซึ่งสังคมกระแสหลักเสนอให้กลับหมายถึงอวสานของผู้ผลิตรายย่อย ชี้ให้เห็นถึง
1.ตลาดที่แตกต่าง ในฐานะที่เป็นทางเลือกของตลาดกระแสหลักในระบบเสรีนิยมใหม่ที่มีปัญหา
2.เรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางร่วมกันของผู้เขียนกับผู้ผลิตรายย่อย
3.การวิเคราะห์ทางด้านความคิดกับภาระของผู้ผลิตรายย่อยในเขตชนบท
4.การสะท้อนให้เห็นถึงความคิดเพื่อที่จะสร้างมนุษยชาติให้ดีขึ้นท่ามกลางการเผชิญ หน้ากับความเป็นจริงของการถูกกีดกันและการถูกขูดรีดเอาเปรียบในเขตชนบท
5.เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีงามและนุ่มนวล และเพื่อโมทนาพระคุณต่อสรวงสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์
“ระบบเสรีนิยมใหม่ “ เป็นระบบที่อยู่ภายใต้แนวคิดทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากระบบนี้มุ่งหวังแต่กำไรกับกฎเกณฑ์ของตลาดเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีเกียรติยศ หรือให้ความใส่ใจต่อผู้ใดทั้งสิ้น
“หลายครั้งที่ระบบนี้ยอมรับแนวคิดที่ปล่อยให้กิจกรรมทางสังคมและการเมืองบางประการทอดทิ้งสมาชิกที่อ่อนแอที่สุดของสังคม ซึ่งส่งผลให้คนยากจนเพิ่มมากขึ้น และตกเป็นเหยื่อของระบบโครงสร้างทางการเมืองที่นำไปสู่ความอยุติธรรม
การทดลองจัดตั้งองค์กรของคนจนจะทำให้การย่างก้าวของพวกเขามีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และมีผลต่อมนุษย์ทุกรูปทุกนามอย่างเสมอภาคกัน ซึ่งไม่ใช่การกำเนิดเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากที่สุด สมถะ และมีเกียรติ เพื่อสร้างระเบียบทางสังคม การเมืองและวัฒนธรรมใหม่ การสร้างชีวิตและพลังชีวิตขั้นพื้นฐานนี้ มิได้มีเพียงสิทธิในการปกป้องตนเองแต่เป็นการทำอย่างจริงจังเพื่อให้มีชีวิตรอดได้
การค้าที่ยุติธรรม มีความเด่นทางด้านการผลิตและการตลาดที่มีประสิทธิภาพตามนัยของระบบเศรษฐกิจ สิ่งแรกก็คือการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุภาพสูง นอกจากนี้ในความสัมพันธภาพระหว่างราคากับคุณภาพนั้น การค้าอย่างยุติธรรม จำต้องดำเนินงานให้สอดคล้องกับตลาด
เหตุผลที่พอใจให้ทำงานในชนบท ก็คือการรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานกับเกษตรกรที่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดอย่างสง่างาม
วิกฤติที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะไม่มีทางออก ในเมื่อกาแฟไม่มีราคา ผู้ผลิตไม่ยอมละทิ้งไร่กาแฟของตัวเอง จำต้องหาวิธีบรรเทาวิกฤติเหล่านั้นและหาช่องทางในตลาดที่จะให้ความหวังแก่พวกเขา อย่างน้อยที่สุดผู้บริโภคก็สามารถซื้อกาแฟแบบเกษตรอินทรีย์ ผู้บริโภคที่ติดใจในรสชาติของกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแรงกระตุ้นทางด้านอื่นๆ เช่น “กาแฟภายใต้ร่มเงาไม้”ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพในไร่กาแฟและยังกระตุ้นการประชาสัมพันธ์ให้ไปยัง “กาแฟที่เป็นมิตรกับนก” เป็นการประชาสัมพันธ์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดูเหมือนจะเป็นทางออกใหม่ทีทำให้ราคาผลผลิตที่เพิ่มขึ้น
ทำอย่างไรผู้ผลิตกาแฟรายย่อยจึงจะมีชีวิตรอด
คำตอบ ก็คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ แม่น้ำที่มีน้ำสะอาด คนในชุมชน เอกภาพของความหลากหลายของคนในชุมชนที่ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมา และการพัฒนาเพื่อความอยู่รอด
ความหวังของผู้ผลิตกาแฟ
เปรียบประหนึ่งการกำเนิดของอรุณรุ่งวันใหม่
เกิดความหวังอีกครั้งของผู้ผลิตกาแฟ
ความเสียสละของเขา
พ่ายแพ้ต่อผลของความเป็นจริงในที่สุด
ผลของความต้องการกอบกู้
เลือกเฟ้นย่างก้าวของอุปสรรค
เพื่อระงับความทะเยอทะยาน
เปรียบประหนึ่งการกลับคืนของแสงสว่างแห่งวันใหม่
เจ้ากลับไปเป็นผลแห่งความยาก
พวกเรารู้สึกยินดี
ที่เพื่อเจ้าแล้ว พวกเรามิได้ถูกเอาเปรียบ
แต่กลับไปสู่ความหวังของมนุษย์
เพื่อมองการเก็บเกี่ยวพืชผลแห่งความยาก
และเข้าใจถึงเอกภาพ
จนยากที่จะเอาเปรียบพวกเราได้
เปรียบประหนึ่งการกลับมาของความเขียวชอุ่มแห่งฤดูใบไม้ผลิ
หลังความอ้างว้างและหนาวเหน็บของฤดูนาว
เปรียบเสมือนความหวังที่กลับคืนมาของผู้ผลิตกาแฟ
ซึ่งตกตลึงต่อผลลัพธ์อันงดงาม
เพราะเหตุใดเขาจึงว่างานของตนนั้น
มิได้ทำเพื่อนายอีกต่อไป
และรู้ว่าทุกอย่างคือลางร้าย
ที่พบจุดจบด้วยการกำราบเข่นฆ่า
อะไรนำไปสู่การกำเนิดของอรุณรุ่ง
หลังจากความมืดมัวของราตรีสลัว
ผู้ผลิตกาแฟก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่
เพื่อมิให้มีการเอาเปรียบอีกต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
งานเมล็ดพันธุ์
Pun Pun presents
Saturday December 19, 2009 3:00 - 9:00 pm
Behind the CMU Art Gallery in open event space
Suthep Road and Canal Road intersection
6 live local bands, “Makom Bum” theatre show, Local organic food, Organic seed
exchange and sale, Massage and natural healing, Kids activities, Demonstrations
on sustainable living including natural building, earthen ovens, organic
gardening techniques and more...
Organized by Pun Pun organic farm, sustainable living learning center and seed center. www.punpunthailand.org
this IS A
No Plastic Event.
We hope you will help us
with this goal by bringing
your own bags!
Pun Pun presents
วันที่ 19 ธันวาคม 2552 เวลา บ่ายสาม ถึง สามทุ่ม
ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(หลังหอศิลป์ ตรงข้ามตลาดต้นพยอม)
พร้อมกิจกรรมที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม เช่นการ ขาย แลก แจก เปลี่ยน เมล็ดพันธ์ุพื้นบ้าน
การสาธิตเรื่องการพึ่งตนเอง เช่น การทำบ้านดิน การทำบ้านก้อนฟาง การทำสีธรรมชาติ
กิจกรรมสำหรับเด็ก การออกร้านของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ และภายในงานยังมีการออกร้าน
ขายอาหาร ที่หลากหลาย โดย เหล่าศิลปินจากเมืองเชียงใหม่ เช่นวงแจ๊ซ นอร์ทเกท
วงบุญฮักสา วิลิต เตชะไพบูลย์ และศิลปินอื่น ๆ อีกมากมาย
ดำเนินการเปิดฝักโดย พันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและเก็บเมล็ดพันธ์ุ www.punpunthailand.org
งานนี้รณรงค์
ไม่ใช้พลาสติก
นำกระเป๋าผ้ามาเอง หรือ
ที่งานมีกระเป๋าผ้าจำหน่าย
Saturday December 19, 2009 3:00 - 9:00 pm
Behind the CMU Art Gallery in open event space
Suthep Road and Canal Road intersection
6 live local bands, “Makom Bum” theatre show, Local organic food, Organic seed
exchange and sale, Massage and natural healing, Kids activities, Demonstrations
on sustainable living including natural building, earthen ovens, organic
gardening techniques and more...
Organized by Pun Pun organic farm, sustainable living learning center and seed center. www.punpunthailand.org
this IS A
No Plastic Event.
We hope you will help us
with this goal by bringing
your own bags!
Pun Pun presents
วันที่ 19 ธันวาคม 2552 เวลา บ่ายสาม ถึง สามทุ่ม
ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(หลังหอศิลป์ ตรงข้ามตลาดต้นพยอม)
พร้อมกิจกรรมที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม เช่นการ ขาย แลก แจก เปลี่ยน เมล็ดพันธ์ุพื้นบ้าน
การสาธิตเรื่องการพึ่งตนเอง เช่น การทำบ้านดิน การทำบ้านก้อนฟาง การทำสีธรรมชาติ
กิจกรรมสำหรับเด็ก การออกร้านของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ และภายในงานยังมีการออกร้าน
ขายอาหาร ที่หลากหลาย โดย เหล่าศิลปินจากเมืองเชียงใหม่ เช่นวงแจ๊ซ นอร์ทเกท
วงบุญฮักสา วิลิต เตชะไพบูลย์ และศิลปินอื่น ๆ อีกมากมาย
ดำเนินการเปิดฝักโดย พันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและเก็บเมล็ดพันธ์ุ www.punpunthailand.org
งานนี้รณรงค์
ไม่ใช้พลาสติก
นำกระเป๋าผ้ามาเอง หรือ
ที่งานมีกระเป๋าผ้าจำหน่าย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)